เมื่อเช้าเลื่อนฟีดเจอโพสต์หนึ่งในกลุ่มนักวิ่ง คนตั้งคำถามสั้นๆ ว่า "ถ้าวิ่งเช้าแล้วไปทำงานต่อเลย ไม่ได้ซักผ้าก่อน พอมีวิธีแนะนำมั้ยคะ ที่ทำงานไม่มีที่ตาก"
เลยอยากมาเล่าต่อ ว่าผมลองมาหมดทุกวิธีที่คนในโพสต์นั้นแนะนำ อันไหนเวิร์ก อันไหนไม่เวิร์ก และสุดท้ายไปจบที่ตรงไหน
ก่อนอื่น เข้าใจก่อนว่าทำไมมันเหม็น
ตอนแรกผมก็คิดว่ากลิ่นมาจากเหงื่อ แต่จริงๆ ไม่ใช่ เหงื่อเปล่าๆ แทบไม่มีกลิ่น
ตัวการจริงคือแบคทีเรีย เหงื่อเรามีทั้งน้ำ ไขมัน และโปรตีน ซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรียบนผิว พอมันกินสารพวกนี้ มันก็ปล่อยกลิ่นออกมา ยิ่งชุดเปียกอุ่นๆ หมักไว้ในที่อับนานเท่าไหร่ แบคทีเรียยิ่งเพิ่มจำนวน กลิ่นยิ่งแรง
แล้วชุดออกกำลังกายส่วนใหญ่ทำจากเส้นใยสังเคราะห์อย่างโพลีเอสเตอร์ ตัวนี้มันระบายเหงื่อเก่งก็จริง แต่ดันชอบจับน้ำมัน ไขมันจากเหงื่อเลยฝังลึกในเส้นใยกว่าผ้าฝ้ายทั่วไปเยอะ พอแบคทีเรียไปสะสมตรงนั้น มันกลายเป็นกลิ่นที่ซักธรรมดาไม่ออก
อีกเรื่องที่หลายคนไม่รู้ น้ำยาซักผ้าทั่วไปมันเก่งเรื่องขจัดคราบกับทำให้หอม แต่ไม่ได้ออกแบบมาให้กำจัดแบคทีเรีย พอเชื้อยังอยู่ กลิ่นก็วนกลับมา นี่แหละสาเหตุที่ซักแล้วซักอีกแต่กลิ่นไม่หายสักที
วิธีที่คนในโพสต์แนะนำ มาลองอ่านกัน
คอมเมนต์ในโพสต์นั้นสนุกมาก เพราะแต่ละคนมีสูตรของตัวเอง ผมขอเล่าจากที่ลองจริง:
-
ผึ่งในรถ — อันนี้แย่สุด เหมือนเอาชุดชื้นไปบ่มในเตาอบเล็กๆ กลิ่นแรงขึ้นแล้วยังติดเบาะรถอีก คนคอมเมนต์คนหนึ่งบอกว่า "กลิ่นร้ายแรงมาก" ผมยืนยันว่าจริง
-
รอกลับไปซักตอนเย็น — ฟังดูง่าย แต่แปลว่าชุดต้องหมักทั้งวันเป็นสิบชั่วโมง ซึ่งคือเวลาทองของแบคทีเรีย
-
ใส่ถังน้ำแข็ง หรือกล่องล็อกฝา — ช่วยดับกลิ่นชั่วคราวได้นิดหน่อย แต่มันแค่แช่เย็น ไม่ได้ทำความสะอาด ถึงบ้านก็ต้องมานั่งซักอยู่ดี
-
ผสมน้ำยาฆ่าเชื้อลงกล่องน้ำ — ฆ่าเชื้อได้บ้าง แต่ไม่ใช่น้ำยาสำหรับชุดกีฬา ผมเคยลองแล้วรู้สึกว่าเนื้อชุดเริ่มแข็ง แถมกลิ่นติดอีก ไม่กล้าใช้ต่อ
สรุปทุกวิธีมันแก้ "อาการ" หมดเลย ไม่มีอันไหนแก้ "ต้นเหตุ" จริงๆ ตราบใดที่ชุดยังเปียกและแบคทีเรียยังโต กลิ่นมันก็แค่รอเล่นงานเราตอนเย็น
จุดที่ผมคิดผิดมาตลอดคือ มัวแต่หาว่า "จะเก็บชุดเปียกไว้ตรงไหนดี" ทั้งที่คำถามจริงควรเป็น "ทำยังไงให้ชุดมันถูกซักไปเลยหลังเปลี่ยนชุด"
จุดเปลี่ยน: ซ้อมเสร็จ แช่เลย ไม่ต้องรอถึงบ้าน
พอคิดได้แบบนั้น ทุกอย่างก็ง่ายขึ้น แทนที่จะแบกชุดเปียกไปทั้งวันแล้วค่อยซัก ผมเปลี่ยนมาเริ่มแช่ซักหลังเปลี่ยนชุดเลย แล้วปล่อยให้มันทำงานเองระหว่างที่นั่งทำงาน
อุปกรณ์ที่ใช้มีแค่สองอย่างที่ยัดกระเป๋าได้สบาย — ครีมซักชุดกีฬาสูตรเข้มข้นขนาดพกพา VALOX Pocket Edition กับถุงซักกันน้ำแบบพกพา VALOX HYDROSEAL ถุงมันปิดสนิท กลิ่นไม่ออกมาเลย ไม่ต้องกลัวเหม็นรถ ไม่ต้องหาที่ตากที่ออฟฟิศ
ง่ายมากๆตามนี้เลย
-
ถอดชุดที่เปียกเหงื่อ ใส่ลงถุง VALOX HYDROSEAL
-
ผสม VALOX Pocket Edition กับน้ำในขวดน้ำก่อน แล้วเทลงถุง (ถ้าวันไหนซักที่บ้านผมใช้ VALOX Sport Detergent แทน)
-
ไล่อากาศออก ปิดซิปล็อกให้สนิท ขยับให้ทั่ว แล้ววางไว้ท้ายรถ แช่ทิ้งไว้เลย
-
เย็นกลับถึงบ้าน แค่ล้างน้ำเปล่าแล้วตากทั้งชุดทั้งถุง ไม่ต้องขยี้ ไม่ต้องเริ่มซักใหม่
ครั้งแรกที่ลองแล้วเปิดถุงตอนเย็น แอบลุ้นนะ กลัวจะเหม็นเหมือนเดิม แต่กลิ่นอับหายไปจริงๆ ชุดสะอาด เหลือแค่ล้างน้ำ นั่นคือวันที่เลิกแบกชุดเหม็นขึ้นออฟฟิศถาวร
สรุป
ถ้าคุณคือคนที่วิ่งเช้าแล้วต้องรีบไปทำงานต่อ หรือวิ่งหลังเลิกงาน อย่าเสียเวลาหาวิธีเก็บชุดเปียกที่ดีที่สุดเลย เพราะมันไม่มีจริง ทางที่เวิร์กกว่าคือเปลี่ยนจังหวะ — แช่ซักทันทีตั้งแต่ออกจากสนาม ปล่อยให้น้ำยาจัดการระหว่างวัน เย็นค่อยล้างน้ำตาก หรือทิ้งข้ามคืนก็ยังไหว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ชุดออกกำลังกายเปียกเหงื่อ เก็บไว้ในรถได้นานแค่ไหน? ยิ่งสั้นยิ่งดี รถที่อากาศร้อนและอับคือที่ที่แบคทีเรียโตเร็วที่สุด ถ้าเลี่ยงไม่ได้ การแช่ชุดในถุงกันน้ำพร้อมน้ำยาซักชุดกีฬาดีกว่าปล่อยให้เปียกหมักเฉยๆ
ทำไมชุดกีฬาซักแล้วยังมีกลิ่น? เพราะน้ำยาซักผ้าทั่วไปไม่มีสารกำจัดแบคทีเรีย มันขจัดคราบและทำให้หอมได้ แต่ไม่ได้กำจัดแบคทีเรียที่ฝังในเส้นใยซึ่งเป็นต้นตอกลิ่น ควรเปลี่ยนมาใช้น้ำยาซักชุดกีฬาที่มี Anti-Bacterial
ผึ่งชุดเปียกในรถช่วยลดกลิ่นได้ไหม? ส่วนใหญ่ให้ผลตรงข้าม ความชื้นในที่อับทำให้แบคทีเรียทำงานต่อ กลิ่นยิ่งแรงและติดเบาะรถ แช่ซักในถุงปิดสนิทไปเลยดีกว่า
ถ้าไม่มีเวลาซักทันที ควรทำยังไง? ใส่ชุดลงถุงกันน้ำอย่าง VALOX HYDROSEAL แล้วเท VALOX Pocket Edition ที่ผสมน้ำแล้วลงไป แช่ทิ้งไว้ระหว่างวัน เย็นกลับบ้านค่อยล้างน้ำตาก ไม่ต้องขยี้
น้ำยาปรับผ้านุ่มใช้กับชุดกีฬาได้ไหม? ไม่แนะนำ เพราะมันเคลือบและปิดรูระบายอากาศของเส้นใย ทำให้ชุดอมเหงื่อและกลิ่นฝังหนักขึ้น
แช่น้ำยานานเกินไปชุดจะเสียไหม? ถ้าใช้น้ำยาที่ออกแบบมาสำหรับชุดกีฬาโดยเฉพาะ แช่ 30 นาทีถึงข้ามคืนทำได้ไม่มีปัญหา แต่ควรเลี่ยงน้ำยาที่มีเอนไซม์ เพราะจะค่อยๆ ย่อยเส้นใยให้เสื่อมเร็ว






